สำนักงานสีเขียว (Green Office)

1. ความเป็นมา

ตามที่ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Greenhouse Gas Emissions) ส่งผลให้การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับองค์กร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำเนินโครงการสำนักงานสีเขียว (Green Office) ตามเกณฑ์มาตรฐานของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กลายเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงานของภาคธุรกิจและการบริหารราชการ

การยกระดับสำนักงานไปสู่การรับรองมาตรฐานดังกล่าว จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการตรวจประเมินที่มีความถูกต้อง แม่นยำ และเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิชาการอย่างเคร่งครัด ทั้งในด้านการทวนสอบข้อมูลฐานการใช้ทรัพยากร การคำนวณปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนการประเมินความสอดคล้องของมาตรการในทางปฏิบัติ เพื่อให้การขับเคลื่อนระบบสามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

บริษัท เอเบิล คอนซัลแตนท์ จำกัด ในฐานะหน่วยงานที่ปรึกษาและตรวจประเมินสำนักงานสีเขียวที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการเป็นกลไกกลางเพื่อสนับสนุนกระบวนการดังกล่าว จึงได้พัฒนาแนวทางการตรวจประเมินและการให้คำปรึกษาเชิงลึกที่สอดคล้องตามเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อมุ่งเน้นการช่วยตรวจวัดประสิทธิภาพ (Efficiency Audit) ค้นหาจุดบกพร่องในการใช้พลังงานและทรัพยากร ตลอดจนควบคุมกระบวนการรายงานข้อมูลทางสิ่งแวดล้อมให้มีความน่าเชื่อถือ พร้อมรับการตรวจประเมินเพื่อขอรับรองแต่งตั้งเป็นสำนักงานสีเขียวได้อย่างเป็นระบบ อันจะช่วยให้องค์กรผู้รับการตรวจประเมินสามารถลดต้นทุนการดำเนินงาน ควบคุมปริมาณของเสีย และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม

2. วัตถุประสงค์

2.1 เพื่อเปลี่ยนแนวคิดมาตรฐานสำนักงานสีเขียวให้เป็นมาตรการประหยัดพลังงานและการดำเนิดกิจกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

2.2 เพื่อตรวจประเมินและให้การรับรองหน่วยงานที่มีการดำเนินกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมตามแนวทางสำนักงานสีเขียว

2.3 เพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานมีส่วนร่วมในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ภายในสำนักงาน

3. กลุ่มเป้าหมาย

สำนักงานที่ตั้งอยู่ในหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา บริษัทเอกชน และอาคารสำนักงานให้เช่า มีพื้นที่ใช้สอยมากกว่า 200 ตารางเมตร และมีจำนวนบุคลากรมากกว่า 15 คน ขึ้นไป

4. สิทธิประโยชน์สำหรับหน่วยงานที่เข้าร่วมการประเมินและผ่านเกณฑ์การรับรอง

4.1 พัฒนาระบบการควบคุมและจัดสรรทรัพยากร ตลอดจนวัสดุอุปกรณ์สำนักงานให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคุมอัตราการสิ้นเปลือง และลดความสูญเสียในกระบวนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

4.2 ลดต้นทุนการดำเนินงาน ด้านพลังงานไฟฟ้าและน้ำประปา ผ่านการบังคับใช้มาตรการควบคุมทางวิศวกรรม ควบคู่กับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้พลังงานของบุคลากร โดยมีสถิติตัวเลขที่สามารถวัดผลสำเร็จได้อย่างชัดเจน

4.3 ได้รับใบประกาศเกียรติคุณและตราสัญลักษณ์ G-Green จากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงถึงศักยภาพในการเป็นผู้นำด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม

4.4 สร้างความพร้อมสูงสุดในการเข้ารับการตรวจประเมิน เพื่อรับใบประกาศเกียรติคุณและตราสัญลักษณ์สำนักงานสีเขียว (Green Office) จากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม แสดงถึงศักยภาพการเป็นองค์กรผู้นำด้านการจัดการสิ่งแวดล้อมในระดับมาตรฐานระดับประเทศ

4.5 ปลูกฝังจิตสำนึก สร้างวินัย และจริยธรรมด้านสิ่งแวดล้อมให้แก่บุคลากรทุกระดับ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการลดผลกระทบเชิงนิเวศเพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นองค์กรคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Organization) อย่างเป็นระบบ

5. ข้อกำหนดในการเข้าร่วมโครงการ

5.1 เป็นสำนักงานหน่วยงานภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ สถาบันการศึกษา หรือภาคเอกชน ที่มีการดำเนินกิจกรรมในลักษณะงานสำนักงาน ที่สามารถกำหนดขอบเขตทางกายภาพได้ชัดเจน และมีมาตรวัด (Meter) บันทึกยอดการใช้กระแสไฟฟ้าและน้ำประปาแยกเฉพาะพื้นที่ เพื่อประโยชน์ในการคำนวณและวิเคราะห์สถิติได้อย่างแม่นยำ

5.2 มีการจัดเก็บข้อมูลการใช้พลังงานและทรัพยากรย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปี ประกอบด้วย สถิติการใช้ไฟฟ้า สถิติการใช้น้ำประปา สถิติการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงของยานพาหนะส่วนกลาง และบันทึกยอดการจัดซื้อวัสดุสิ้นเปลือง (เช่น กระดาษ) เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการตั้งเป้าหมายลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

5.3 ต้องไม่มีประวัติการกระทำผิดกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม หรือมีข้อร้องเรียนจากชุมชนโดยรอบที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข

6. เกณฑ์สำนักงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Office)

เกณฑ์สำนักงานสีเขียว มีทั้งหมด 7 หมวด 24 ประเด็น/หลักเกณฑ์ 65 ตัวชี้วัด เป็นการส่งเสริมให้ภายในสำนักงานมีการบริการบริหารจัดการที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด โดยการใช้ทรัพยากรและพลังงานอย่างรู้คุณค่า มีแนวทางในการจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ รวมไปถึงการเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องใช้สำนักงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาในปริมาณต่ำ รวมไปถึงมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมของบุคลากร ดังรายละเอียดต่อไปนี้

หมวดที่ 1 การกำหนดนโยบาย การวางแผน การดำเนินงานสำนักงานสีเขียว หมายถึง การแสดงเจตจำนงขององค์กรผ่านการประกาศนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมโดยผู้บริหารระดับสูง เพื่อสร้างพันธกิจร่วมในการจัดการทรัพยากรและพลังงาน ควบคู่ไปกับการแต่งตั้งคณะทำงานที่มีอำนาจหน้าที่ชัดเจน ตลอดจนการวิเคราะห์กฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการข้อมูลฐานด้านสิ่งแวดล้อมและก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ

หมวดที่ 2 การสื่อสารและสร้างจิตสำนึก หมายถึง การส่งเสริมองค์ความรู้และการพัฒนาทักษะด้านสิ่งแวดล้อมแก่บุคลากรผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งพัฒนากระบวนการสื่อสารเชิงรุกภายในองค์กรเพื่อรายงานความก้าวหน้าและผลสัมฤทธิ์ของโครงการ ซึ่งส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนทัศนคติและพฤติกรรมการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืนในทุกระดับ

หมวดที่ 3 การใช้ทรัพยากรและพลังงาน หมายถึง การยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและทรัพยากรภายในหน่วยงาน ผ่านการกำหนดมาตรการควบคุมและลดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้า น้ำประปา วัสดุอุปกรณ์สำนักงาน และเชื้อเพลิงน้ำมันอย่างเป็นระบบ มีการนำนวัตกรรมดิจิทัลมาประยุกต์ใช้เพื่อลดการใช้ทรัพยากรกายภาพ รวมถึงการบำรุงรักษาเครื่องจักร อุปกรณ์ และยานพาหนะส่วนกลางให้อยู่ในสภาพที่พร้อมใช้งานเพื่อประสิทธิภาพการประหยัดพลังงานสูงสุด

หมวดที่ 4 การจัดการของสีย หมายถึง การบูรณาการระบบการบริหารจัดการของเสียตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยมุ่งเน้นการลดปริมาณขยะจากแหล่งกำเนิด การจัดทำระบบคัดแยกวัสดุรีไซเคิลอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการควบคุมการปล่อยมลพิษสู่สภาพแวดล้อม ทั้งในด้านการบำบัดน้ำเสียให้ได้มาตรฐาน และการจัดการกากของเสียอันตรายตามหลักสุขาภิบาลอย่างเคร่งครัด

หมวดที่ 5 สภาพแวดล้อมและความปลอดภัย หมายถึง การบริหารจัดการสภาพแวดล้อมภายในหน่วยงานเพื่อสุขภาวะที่ดีของบุคลากร โดยมีการตรวจสอบและควบคุมดัชนีคุณภาพอากาศ ระดับแสงสว่าง และระดับเสียงให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยทางอาชีวอนามัย พร้อมทั้งจัดเตรียมมาตรการป้องกันและระงับอุบัติภัยฉุกเฉินเพื่อสร้างความมั่นคงในพื้นที่ปฏิบัติงาน

หมวดที่ 6 การจัดซื้อและจัดจ้าง หมายถึง การสนับสนุนผลิตภัณฑ์และบริการที่ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมตลอดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเลือกใช้สินค้าที่มีตราสัญลักษณ์รับรองด้านสิ่งแวดล้อม (Green Product) และคัดเลือกผู้ให้บริการภายนอกที่มีกระบวนการทำงานที่ปลอดภัยต่อธรรมชาติ รวมถึงการเลือกใช้สถานที่พักหรือโรงแรมที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในการจัดประชุมและสัมมนา เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและสร้างบรรทัดฐานการบริโภคที่ยั่งยืนให้เกิดขึ้นภายในองค์กร

หมวดที่ 7 การดำเนินงานสำนักงานสีเขียวเพื่อความต่อเนื่อง หมายถึง การดำรงไว้ซึ่งมาตรฐานและการพัฒนาพฤติกรรมการจัดการสิ่งแวดล้อมให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการติดตามประเมินผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ การทบทวนแผนงานเพื่อแก้ไขข้อบกพร่อง และการต่อยอดนวัตกรรมหรือแนวทางปฏิบัติที่ดีเพื่อให้การใช้ทรัพยากรและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกิดผลสัมฤทธิ์อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงบุคลากรหรือสภาพแวดล้อมในการทำงาน

7. ระดับมาตรฐานในการรับรอง

ระดับดีเยี่ยม (ทอง) คะแนนร้อยละ 90 ขึ้นไป

ระดับดีมาก (เงิน) คะแนนร้อยละ 80 – 89

ระดับดี (ทองแดง) คะแนนร้อยละ 60 – 79

ข้อกำหนดพิจารณาคะแนน หมวด 7

กรณี ระดับ Green office Plus หน่วยงานต้องได้คะแนนรวมของตัวชี้วัด 7.1 และ 7.2 รวมกันไม่ต่ำกว่า 75%

กรณี ระดับ Green Office platinum หน่วยงานจะต้องได้คะแนนรวมของตัวชี้วัด 7.1 และ 7.2 รวมกันไม่ต่ำกว่า 85%

8. ติดต่อสอบถาม

โทรศัพท์.0 2184 2728 – 32

E mail : ableinfo@able.co.th

เว็บไซต์ www.able.co.th

ขั้นตอนการดำเนินงาน GREEN HOTEL
และ GREEN HOTEL PLUS

สมัครเข้าร่วมโครงการ

สมัครสมาชิกผ่านเว็บไซต์กรมา นํา User และ Password กรอกข้อมูลสถานประกอบการ สมัครเข้าร่วมโครงการ แนบหลักฐานเบื้องต้น ตามเกณฑ์ การประเมิน

จัดอบรมให้ความรู้ ตามเกณฑ์การประเมิน

โดยวิทยากรที่เป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในด้านที่เกี่ยวข้อง ไม่น้อยกว่า 3 ชั่วโมง ในรูปแบบ Online หรือ Onsite อย่างน้อย 1 ครั้งต่อแห่ง

Coaching ให้คำแนะนำ หรือให้ข้อคิดเห็น

ให้คำแนะนำหรือให้ข้อคิดเห็น ในการดำเนินงานตามเกณฑ์ อย่างน้อย 1 ครั้งต่อแห่ง ในรูปแบบ Online หรือ Onsite

Follow-Up ติดตามความก้าวหน้า

เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงและ เตรียมพร้อมรับการตรวจประเมิน อย่างน้อย 2 ครั้ง/แห่ง ในรูปแบบ Online หรือ Onsite

ดำเนินการตรวจประเมิน รับรอง G-Green

จัดหาคณะกรรมการเพื่อตรวจ ประเมิน G-Green อย่างน้อย 3 คนต่อแห่ง ระยะเวลา 1-2 วัน

โรงแรมที่ผ่านเกณฑ์ การตรวจประเมิน

จะได้รับการรับรองมาตราฐาน พร้อมได้รับใบรับรอง (Certification) จากกรมฯ

สมัครเข้าร่วมโครงการ

https://scpallgreen.dcce.go.th/

การขอรับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายดำเนินการจาก สสว.

SME (Small and Medium Enterprises)

SME หรือวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม คือ กิจการหรือธุรกิจที่มีขนาดเล็กและ ขนาดกลาง ดำเนินการโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคล มีการจ้างงานและใช้เงินทุนไม่มากเมื่อเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ แต่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ เพราะช่วยสร้างงาน สร้างรายได้ และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปยังท้องถิ่น

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ดำเนินโครงการ “SME ปัง ตั้งได้คืน” ผ่านระบบ BDS (Business Development Service) เพื่อช่วยเหลือและสนับสนุนผู้ประกอบการ SME ให้เข้าถึงบริการด้านการพัฒนาธุรกิจในรูปแบบใหม่ โดย ผู้ประกอบการ SME สามารถยื่นข้อเสนอเพื่อขอรับบริการ ที่ลงทะเบียนในระบบออนไลน์ https://bds.sme.go.th ผู้ประกอบการสามารถเบิกค่าใช้จ่ายที่ สสว. สนับสนุนในรูปแบบ ร่วมจ่าย (Co-payment) 50-80% ของค่าใช้จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท ต่อราย

คุณสมบัติผู้ประกอบการ SME ที่สามารถขอรับความช่วยเหลือ อุดหนุน

  • เป็น SME ตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ออกตาม พรบ. ส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม พ.ศ. 2543 และที่แก้ไขเพิ่มเติมและเป็นกลุ่มสาขาตามที่ สสว. กำหนดได้ขึ้นทะเบียนไว้กับ สสว.
  • กรณีบุคคลธรรมดาต้องมีสัญชาติไทย/กรณีนิติบุคคล ต้องมีจำนวนหุ้นส่วนของบุคคลสัญชาติไทยถืออยู่เกินกว่า ร้อยละ 50 ของหุ้นที่จำหน่ายแล้วทั้งหมด
  • ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์
  • ไม่มีประกอบกิจการที่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี
  • ไม่อยู่ระหว่างถูกเพิกถอนหรือตัดสิทธิการขอรับความช่วยเหลือการส่งเสริมสนับสนุนจากเงินกองทุน
  • ยื่นชำระภาษีตามกฎหมาย และต้องแนบสำเนารายการแสดงยื่นภาษีประจำปีและเอกสารตามแต่ละสถานะของ วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ปีภาษีล่าสุด
  • มีคุณสมบัติ หรือไม่มีลักษณะต้องห้ามอื่นตามที่ สสว. กำหนด

โครงการส่งเสริมผู้ประกอบการผ่านระบบ BDS (Business Development Service)

1. ผู้ประกอบการ SME ต้องเป็นสมาชิก SME ONE ID

ลงทะเบียนเป็นสมาชิก SME ONE ID ได้ที่ http://bizportal.go.th/

2. ยืนยันตัวตนและรอฟังผล

SME ยืนยันตัวตนบนระบบ BDS และรอฟังผล แนบเอกสารผ่านระบบให้ครบถ้วน เช่น หนังสือรับรองบริษัท / ทะเบียนพาณิชย์หรือวิสาหกิจ ชุมชน / สำเนาเอกสารการเสียภาษี (ภ.ง.ด.50, ภ.ง.ด.90) ปีล่าสุด/สำเนาบัตรประชาชน

3. เลือกบริการ ยื่นข้อเสนอการพัฒนา รออนุมัติและทำสัญญา

  • เลือกบริการที่สนใจ ขอใบเสนอราคากับผู้ให้บริการผ่านระบบ
  • จัดทำข้อเสนอการพัฒฯตามขั้นตอนผ่านระบบ BDS และรอ สสว. อนุมัติ
  • ทำสัญญากับ สสว. ผ่านระบบ BDS หรือลงนามในสัญญาด้วยตนเอง ณ ศูนย์ OSS สสว. ทั่วประเทศ

4. รับบริการและชำระค่าใช้จ่าย

เมื่อรับบริการ SME จะต้องชำระค่าบริการให้แก่ผู้ให้บริการทางธุรกิจ เมื่อรับบริการเสร็จแล้ว ทำเอกสารประกอบการเบิกจ่ายร่วมกับผู้ให้บริการ ทางธุรกิจและแนบเอกสารผ่านระบบ BDS

5. ตังได้คืน

เมื่อ สสว. ได้รับและตรวจสอบเอกสารแล้วจะโอนเงินอุดหนุนตามสัดส่วนที่กำหนด ในสัญญาให้ SME

  • Micro SME ร้อยละ 80 วงเงินไม่เกิน 50,000 บาท
  • Small SME ร้อยละ 80 วงเงินไม่เกิน 100,000 บาท
  • Medium SME ร้อยละ 80 วงเงินไม่เกิน 200,000 บาท